10 สมาคมเหล็กรับวิกฤตปีม้า ‘จีน’ ทุ่มตลาด-ห้ามนำเข้าเหล็กสำเร็จรูป

05 มกราคม 2569
10 สมาคมเหล็กรับวิกฤตปีม้า ‘จีน’ ทุ่มตลาด-ห้ามนำเข้าเหล็กสำเร็จรูป
ปี 2569 อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังถูกผลิตภัณฑ์เหล็กจากต่างประเทศนำเข้ามาตีตลาด ส่งผลอัตราการใช้กำลังผลิตลดฮวบต่ำกว่าครึ่งติดต่อกันมาหลายปี จนโรงเหล็กไทยจะไปไม่รอด แถมถูกซ้ำเติมด้วยทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตขายเอง ส่งผล 10 อุตสาหกรรมเหล็กยื่นหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ห้ามส่งออกเศษเหล็กเพื่อเพิ่มวัตถุดิบ พร้อมออกมาตรการห้ามตั้งขยายโรง

เหล็กรีดร้อน/ท่อเหล็ก/เหล็กลวด/เหล็กรูปพรรณ กับควบคุมการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป Prefab จากจีน
อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตจากการนำเข้าเหล็กและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ รวมถึงการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กโดยตรง ในปี 2567 ปรากฏไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าเหล็กรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและเม็กซิโก จากปริมาณความต้องการใช้เหล็กรวม 16.5 ล้านตัน เป็นสินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศเพียง 6.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้า ส่งผลให้โรงงานเหล็กภายในประเทศมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียง 27.8% แม้ 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 2568) จะมีอัตราการใช้กำลังผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 31.9% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

นำเข้าเหล็กจีนทะลักทลาย
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ 10 สมาคมผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย, สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี, สมาคมโลหะไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น, สมาคมพัฒนาสเตนเลสไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมชุบสังกะสีไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้านเตาอาร์กไฟฟ้า และสมาคมหลังคาเหล็กไทย ได้ออกรายงาน “วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทยและมาตรการแก้ไข” เสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม

กล่าวโดยสรุปที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำต่อเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2560 และอัตราการใช้กำลังผลิตยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง “สวนทาง” กับการนำเข้าสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น

โดยมีรายงานตัวเลขการนำเข้าเหล็กช่วง 9 เดือนแรกเทียบปีต่อปีของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบ 5 อันดับแรกเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีน 4,189,385 ตัน (ช่วงเดียวกันของปี 2567 3,818,766 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น 9.7% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 46% รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น 2,772,113 ตัน (2,792,350 ตัน หรือลดลง -0.7%), เกาหลี 1,173,429 ตัน (1,027,257 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 14.2%), ไต้หวัน 305,960 ตัน (272,838 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 12.1%) และเวียดนาม 180,652 ตัน (126,318 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 43%)

ปริมาณเหล็กที่นำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีนในลักษณะของการทุ่มตลาดหรือเปลี่ยนพิกัดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีทุ่มตลาด หรือนำเข้าผ่านประเทศที่สามอีกต่อหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงประเทศแหล่งกำเนิดสินค้าเหล็กที่แท้จริง มีผลทำให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยไม่สามารถแข่งขันได้ สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านอัตราการใช้กำลังผลิตที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า กรณีการบริโภคเหล็กนำเข้าทั้งหมด 100% จะส่งผลให้ GDP หดตัว 0.88% การจ้างงานลดลง 260,000 คน มูลค่า 43,881 ล้านบาท แต่ถ้ามีการบริโภคสินค้าเหล็กในประเทศทั้งหมด 100% ก็จะช่วยให้ GDP ขยายตัวถึง 1.12% มีการจ้างงาน 330,000 คน มูลค่า 56,419 ล้านบาท

ในขณะที่ SCB EIC เคยวิเคราะห์กรณีหากมีการ “ยกเลิก” มาตรการเก็บภาษีทุ่มตลาด (AD) เหล็กทั้งหมดที่ไทยจัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน จะส่งผลทำให้สินค้าเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาทดแทนสินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ โดยพบว่าการผลิตเหล็กในประเทศที่ “หายไป” ทุก ๆ 100,000 ตัน จะส่งผลให้ GDP ลดลง 0.19% และอัตราการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็กจะลดลงไปประมาณ 1.2% เช่นกัน

ควบคุมนำเข้า Prefab
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเหล็กไทย 10 สมาคมจึงได้เสนอมาตรการเร่งด่วนต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยการ 1) ออกนโยบายระงับการส่งออกเศษเหล็ก เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมีวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเพียงพอและต้นทุนต่ำ เนื่องจาก “เศษเหล็ก” เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมแบบ EAF โดยมีความต้องการใช้เศษเหล็กประมาณ 6 ล้านตัน แต่มี Supply อยู่ประมาณ 4 ล้านตัน หรือต้องนำเข้าเศษเหล็กอีก 2 ล้านตัน ในขณะที่ไทยมีการส่งออกเศษเหล็กไปต่างประเทศ 400,000 ตัน หรือคิดเป็น 10% ของ Supply ในประเทศ

ดังนั้น 10 สมาคมจึงเสนอให้รัฐบาลห้ามส่งออกเศษเหล็ก หรือใช้มาตรการเก็บภาษีส่งออก (Export Tax) เศษเหล็ก “ยกเว้น” เศษเหล็กมูลค่าสูงที่จำเป็นต้องส่งออกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กคุณภาพสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอจากผู้ประกอบการเหล็กขอให้อำนวยความสะดวกในการนำเข้าเศษเหล็กเข้ามาในประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณเศษเหล็กภายในประเทศจากรถยนต์ ด้วยการควบคุมอายุการใช้งานของรถเก่าด้วย

2) การควบคุมการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป (พิกัด 7308) หรือที่เรียกว่า เหล็ก Prefab เนื่องจากตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้า Prefab เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปจาก “จีน” โดยในปี 2566 มีการนำเข้า 425,939 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 49% ปี 2567 นำเข้า 688,447 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 62% และช่วงมกราคม-กันยายน 2568 นำเข้า 659,155 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 28% โดยเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปที่นำเข้ามา สามารถนำมาประกอบเป็นโรงงานหรืออาคารสำเร็จรูปโดยไม่ต้องใช้เหล็กโครงสร้างหรือวัสดุที่ผลิตภายในประเทศเลย ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับผลกระทบ ไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งผู้ประกอบการปูนซีเมนต์, หลังคา, ผนังโครงสร้าง/ผนังเบา, กระจก/อะลูมิเนียม, ไม้ยาง, กระเบื้อง, เมทัลชีต

ดังนั้นจึงขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ “วัสดุ” ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานบังคับ หรือจัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปที่นำเข้ามาประกอบ ต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพื่อสกัดกั้นการหลั่งไหลเข้ามาของเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปจากต่างประเทศ

3) การห้ามตั้งขยายโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพื่อบรรเทาปัญหา Over Capacity ซึ่งทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันต่ำลง จากการศึกษาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างยั่งยืนครั้งล่าสุด (มิถุนายน 2568) มีข้อเสนอให้การบังคับใช้มาตรการห้ามตั้งโรงงานผลิตเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน, มาตรการห้ามตั้งหรือขยายโรงงานเหล็กลวด, มาตรการห้ามตั้งหรือห้ามขยายโรงงานท่อเหล็กมีตะเข็บ และมาตรการห้ามตั้งหรือขยาย หรือห้ามตั้งโรงงานเพียงอย่างเดียว สำหรับโรงงานเหล็กลวด โรงงานท่อเหล็กมีตะเข็บ และโรงงานเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาตรการห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตไปแล้ว รวมถึงมีความพยายามที่จะควบคุมการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน/เหล็กเส้นที่ดำเนินการโดยทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ด้วยการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวดด้วย รวมไปถึงการกำหนดมาตรการการใช้สินค้าในประเทศ Made in Thailand รวมไปถึงการสนับสนุนให้โครงการรัฐเลือกใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อให้เกิดการลงทุน ปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้านนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวว่า ปี 2569 ตลาดเหล็กโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยความต้องการใช้เหล็กจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.3% แต่กำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของโลก (Excess Steel Production Capacity) กว่า 700 ล้านตันต่อปี ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องในระดับโลก ขณะที่ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นทั้งแหล่งถูกทุ่มตลาดจากเหล็กนำเข้า และการย้ายฐานของโรงงานเหล็กที่ถูกประเทศจีนยกเลิกเทคโนโลยีการผลิต

“การฟื้นตัวของเหล็กโลกจะไม่ใช่โอกาสของไทย หากรัฐยังล่าช้าหรือปล่อยปละละเลยภายใต้ปัจจัยกดดันการเติบโต GDP ของไทยเพียง 1.5-1.8% ประเทศอุตสาหกรรมส่วนมากมีมาตรการส่งเสริมและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน เพื่อรักษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมตลอดจนเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ ผู้ผลิตไทยขอเพียงให้รัฐทำหน้าที่ผู้คุมกติกาอย่างจริงจัง ไม่ให้สนามแข่งขันบิดเบือน จึงขอเรียกร้องรัฐเดินหน้าใช้ 2 เครื่องมืออย่างจริงจัง ได้แก่ 1) กระทรวงพาณิชย์เร่งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น อย่างทันท่วงที กับ 2) กระทรวงอุตสาหกรรมคุมเข้มคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งเหล็กนำเข้าและจากโรงงานทุนเทาที่ย้ายฐานมาผลิตในประเทศไทย” นายนาวากล่าว
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.