ปี 2569 อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังถูกผลิตภัณฑ์เหล็กจากต่างประเทศนำเข้ามาตีตลาด ส่งผลอัตราการใช้กำลังผลิตลดฮวบต่ำกว่าครึ่งติดต่อกันมาหลายปี จนโรงเหล็กไทยจะไปไม่รอด แถมถูกซ้ำเติมด้วยทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตขายเอง ส่งผล 10 อุตสาหกรรมเหล็กยื่นหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ห้ามส่งออกเศษเหล็กเพื่อเพิ่มวัตถุดิบ พร้อมออกมาตรการห้ามตั้งขยายโรง
เหล็กรีดร้อน/ท่อเหล็ก/เหล็กลวด/เหล็กรูปพรรณ กับควบคุมการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป Prefab จากจีน
อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตจากการนำเข้าเหล็กและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ รวมถึงการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กโดยตรง ในปี 2567 ปรากฏไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าเหล็กรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและเม็กซิโก จากปริมาณความต้องการใช้เหล็กรวม 16.5 ล้านตัน เป็นสินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศเพียง 6.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้า ส่งผลให้โรงงานเหล็กภายในประเทศมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียง 27.8% แม้ 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 2568) จะมีอัตราการใช้กำลังผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 31.9% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
นำเข้าเหล็กจีนทะลักทลาย
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ 10 สมาคมผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย, สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี, สมาคมโลหะไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น, สมาคมพัฒนาสเตนเลสไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมชุบสังกะสีไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้านเตาอาร์กไฟฟ้า และสมาคมหลังคาเหล็กไทย ได้ออกรายงาน “วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทยและมาตรการแก้ไข” เสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม
กล่าวโดยสรุปที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำต่อเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2560 และอัตราการใช้กำลังผลิตยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง “สวนทาง” กับการนำเข้าสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
โดยมีรายงานตัวเลขการนำเข้าเหล็กช่วง 9 เดือนแรกเทียบปีต่อปีของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบ 5 อันดับแรกเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีน 4,189,385 ตัน (ช่วงเดียวกันของปี 2567 3,818,766 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น 9.7% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 46% รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น 2,772,113 ตัน (2,792,350 ตัน หรือลดลง -0.7%), เกาหลี 1,173,429 ตัน (1,027,257 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 14.2%), ไต้หวัน 305,960 ตัน (272,838 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 12.1%) และเวียดนาม 180,652 ตัน (126,318 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 43%)
ปริมาณเหล็กที่นำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีนในลักษณะของการทุ่มตลาดหรือเปลี่ยนพิกัดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีทุ่มตลาด หรือนำเข้าผ่านประเทศที่สามอีกต่อหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงประเทศแหล่งกำเนิดสินค้าเหล็กที่แท้จริง มีผลทำให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยไม่สามารถแข่งขันได้ สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านอัตราการใช้กำลังผลิตที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า กรณีการบริโภคเหล็กนำเข้าทั้งหมด 100% จะส่งผลให้ GDP หดตัว 0.88% การจ้างงานลดลง 260,000 คน มูลค่า 43,881 ล้านบาท แต่ถ้ามีการบริโภคสินค้าเหล็กในประเทศทั้งหมด 100% ก็จะช่วยให้ GDP ขยายตัวถึง 1.12% มีการจ้างงาน 330,000 คน มูลค่า 56,419 ล้านบาท
ในขณะที่ SCB EIC เคยวิเคราะห์กรณีหากมีการ “ยกเลิก” มาตรการเก็บภาษีทุ่มตลาด (AD) เหล็กทั้งหมดที่ไทยจัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน จะส่งผลทำให้สินค้าเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาทดแทนสินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ โดยพบว่าการผลิตเหล็กในประเทศที่ “หายไป” ทุก ๆ 100,000 ตัน จะส่งผลให้ GDP ลดลง 0.19% และอัตราการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็กจะลดลงไปประมาณ 1.2% เช่นกัน
ควบคุมนำเข้า Prefab
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเหล็กไทย 10 สมาคมจึงได้เสนอมาตรการเร่งด่วนต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยการ 1) ออกนโยบายระงับการส่งออกเศษเหล็ก เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมีวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเพียงพอและต้นทุนต่ำ เนื่องจาก “เศษเหล็ก” เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมแบบ EAF โดยมีความต้องการใช้เศษเหล็กประมาณ 6 ล้านตัน แต่มี Supply อยู่ประมาณ 4 ล้านตัน หรือต้องนำเข้าเศษเหล็กอีก 2 ล้านตัน ในขณะที่ไทยมีการส่งออกเศษเหล็กไปต่างประเทศ 400,000 ตัน หรือคิดเป็น 10% ของ Supply ในประเทศ
ดังนั้น 10 สมาคมจึงเสนอให้รัฐบาลห้ามส่งออกเศษเหล็ก หรือใช้มาตรการเก็บภาษีส่งออก (Export Tax) เศษเหล็ก “ยกเว้น” เศษเหล็กมูลค่าสูงที่จำเป็นต้องส่งออกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กคุณภาพสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอจากผู้ประกอบการเหล็กขอให้อำนวยความสะดวกในการนำเข้าเศษเหล็กเข้ามาในประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณเศษเหล็กภายในประเทศจากรถยนต์ ด้วยการควบคุมอายุการใช้งานของรถเก่าด้วย
2) การควบคุมการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป (พิกัด 7308) หรือที่เรียกว่า เหล็ก Prefab เนื่องจากตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้า Prefab เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปจาก “จีน” โดยในปี 2566 มีการนำเข้า 425,939 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 49% ปี 2567 นำเข้า 688,447 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 62% และช่วงมกราคม-กันยายน 2568 นำเข้า 659,155 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 28% โดยเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปที่นำเข้ามา สามารถนำมาประกอบเป็นโรงงานหรืออาคารสำเร็จรูปโดยไม่ต้องใช้เหล็กโครงสร้างหรือวัสดุที่ผลิตภายในประเทศเลย ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับผลกระทบ ไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งผู้ประกอบการปูนซีเมนต์, หลังคา, ผนังโครงสร้าง/ผนังเบา, กระจก/อะลูมิเนียม, ไม้ยาง, กระเบื้อง, เมทัลชีต
ดังนั้นจึงขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ “วัสดุ” ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานบังคับ หรือจัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปที่นำเข้ามาประกอบ ต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพื่อสกัดกั้นการหลั่งไหลเข้ามาของเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปจากต่างประเทศ
3) การห้ามตั้งขยายโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพื่อบรรเทาปัญหา Over Capacity ซึ่งทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันต่ำลง จากการศึกษาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างยั่งยืนครั้งล่าสุด (มิถุนายน 2568) มีข้อเสนอให้การบังคับใช้มาตรการห้ามตั้งโรงงานผลิตเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน, มาตรการห้ามตั้งหรือขยายโรงงานเหล็กลวด, มาตรการห้ามตั้งหรือห้ามขยายโรงงานท่อเหล็กมีตะเข็บ และมาตรการห้ามตั้งหรือขยาย หรือห้ามตั้งโรงงานเพียงอย่างเดียว สำหรับโรงงานเหล็กลวด โรงงานท่อเหล็กมีตะเข็บ และโรงงานเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเพียงอย่างเดียว
ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาตรการห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตไปแล้ว รวมถึงมีความพยายามที่จะควบคุมการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน/เหล็กเส้นที่ดำเนินการโดยทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ด้วยการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวดด้วย รวมไปถึงการกำหนดมาตรการการใช้สินค้าในประเทศ Made in Thailand รวมไปถึงการสนับสนุนให้โครงการรัฐเลือกใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อให้เกิดการลงทุน ปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ด้านนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวว่า ปี 2569 ตลาดเหล็กโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยความต้องการใช้เหล็กจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.3% แต่กำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของโลก (Excess Steel Production Capacity) กว่า 700 ล้านตันต่อปี ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องในระดับโลก ขณะที่ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นทั้งแหล่งถูกทุ่มตลาดจากเหล็กนำเข้า และการย้ายฐานของโรงงานเหล็กที่ถูกประเทศจีนยกเลิกเทคโนโลยีการผลิต
“การฟื้นตัวของเหล็กโลกจะไม่ใช่โอกาสของไทย หากรัฐยังล่าช้าหรือปล่อยปละละเลยภายใต้ปัจจัยกดดันการเติบโต GDP ของไทยเพียง 1.5-1.8% ประเทศอุตสาหกรรมส่วนมากมีมาตรการส่งเสริมและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน เพื่อรักษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมตลอดจนเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ ผู้ผลิตไทยขอเพียงให้รัฐทำหน้าที่ผู้คุมกติกาอย่างจริงจัง ไม่ให้สนามแข่งขันบิดเบือน จึงขอเรียกร้องรัฐเดินหน้าใช้ 2 เครื่องมืออย่างจริงจัง ได้แก่ 1) กระทรวงพาณิชย์เร่งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น อย่างทันท่วงที กับ 2) กระทรวงอุตสาหกรรมคุมเข้มคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งเหล็กนำเข้าและจากโรงงานทุนเทาที่ย้ายฐานมาผลิตในประเทศไทย” นายนาวากล่าว
แหล่งที่มา : ประชาชาติธุรกิจ